ศึกสงคราม AI ใครเหนือกว่า? เมื่อสหรัฐฯ นำ“ความล้ำ” กับ จีนที่เร่ง “ใช้จริง”
สหรัฐฯ ยังนำด้าน Deep Tech ขณะที่จีนได้เปรียบเรื่องการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงและเชิงพาณิชย์ ท่ามกลางการแข่งขันที่กำลังขยายไปสู่หุ่นยนต์และ Physical AI
นายนเรศ เหล่าพรรณราย CEO Ricco Wealth เปิดเผยผ่านรายการ Wealth Wake Up ถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยมองว่า หากพิจารณาในด้าน Deep Tech หรือเทคโนโลยีเชิงลึก สหรัฐฯ ยังคงมีความล้ำหน้ากว่าจีน โดยเฉพาะเทคโนโลยีชิป ซึ่งแม้แต่จีนเองก็ยอมรับว่าสหรัฐฯ ยังไปได้ไกลกว่า
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในด้านการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง หรือการ Implement กลับพบว่า จีนมีความได้เปรียบและนำหน้าสหรัฐฯ เนื่องจากจีนมีความสามารถในการนำเทคโนโลยีไปผลิตและใช้งานในวงกว้าง ด้วยต้นทุนที่เข้าถึงได้
นายนเรศกล่าวว่า จีนกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีในส่วนที่ยังตามหลังสหรัฐฯ เช่น ชิปและซอฟต์แวร์ AI โดยมีความพยายามผลักดันบริษัทเทคโนโลยีเข้าสู่ตลาดทุน ขณะเดียวกัน จีนยังเลือกเดินหน้าในสนามที่มีความได้เปรียบอยู่แล้ว คือการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง
สำหรับตัวเลขการระดมทุนในอุตสาหกรรม AI ที่มีการรวบรวมโดย Bloomberg ตั้งแต่ปี 2024 จนถึงเดือนสิงหาคม 2026 พบว่า บริษัท AI ฝั่งสหรัฐฯ ระดมทุนรวมกันประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่บริษัทจีนระดมทุนประมาณ 2.17 แสนล้านดอลลาร์ หรือแตกต่างกันราว 6-7 เท่า
Humanoid จีนเน้นใช้จริง ขณะที่สหรัฐฯ เน้นความฉลาด
เมื่อถามถึงศักยภาพของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือ Physical AI นายนเรศมองว่า หากวัดเฉพาะเรื่อง “ความฉลาด” หุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla หรือเทคโนโลยีฝั่งสหรัฐฯ ยังมีความได้เปรียบ แต่ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการผลิตและยังไม่ได้ถูกนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย
ขณะที่จีนมีหุ่นยนต์จำนวนมากถูกนำไปใช้งานจริงแล้ว โดยเฉพาะในงานแสดงสินค้าและอีเวนต์ด้านเทคโนโลยี รวมถึงการนำไปใช้งานภายในบ้าน แม้ความฉลาดของหุ่นยนต์จีนจะยังไม่ถึงระดับที่สามารถรับคำสั่งได้อย่างละเอียดและยืดหยุ่นมากนัก
นายนเรศจึงมองว่า ภาพการแข่งขันในเวลานี้ค่อนข้างชัดเจนว่า สหรัฐฯ นำด้านความฉลาดและ Deep Tech ส่วนจีนเดินหน้าได้เร็วกว่าในด้านการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริงและเชิงพาณิชย์
แนวทางดังกล่าวยังสะท้อนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ โดยจีนพยายามผลักดันการใช้งานจริงในเมืองใหญ่ ขณะที่สหรัฐฯ มีข้อจำกัดด้านการอนุญาตและพื้นที่ให้บริการมากกว่า
มันเหมือนกับว่าแข่งขันกันคนละลู่ ทางหนึ่งคือไปพัฒนา Deep Tech แต่อีกทางหนึ่งคือทางจีนเร่งเอามาใช้งานจริงเรียบร้อยแล้ว
นายนเรศยังมองว่า ปัจจัยด้านต้นทุนเป็นอีกหนึ่งข้อได้เปรียบของจีน เพราะจีนมีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ได้ ขณะที่สหรัฐฯ ต้องให้ความสำคัญกับต้นทุนการผลิตและความสามารถในการทำตลาด
เงินลงทุน AI ยังไปต่อ แต่ต้อง “ตระหนัก ไม่ตระหนก”
สำหรับกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรม AI นายนเรศระบุว่า นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจกับระดับการลงทุน หรือ CAPEX ของบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น แม้ผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งยังเติบโตได้ดี
โดยนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า การลงทุนจำนวนมหาศาลใน AI อาจมากเกินไปหรือไม่ ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันหุ้นเทคโนโลยีบางส่วน
ขณะเดียวกัน นายนเรศกล่าวถึงกรณีของ NVIDIA ที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและนำชิปเซ็ตมาใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงิน โดยมองว่าแนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดความกังวลของตลาดเกี่ยวกับการลงทุนด้าน CAPEX และความเสี่ยงด้านสินเชื่อ
ทั้งนี้ นายนเรศอ้างถึงบทวิเคราะห์ของ Morgan Stanley ที่มองว่ากลไกดังกล่าวสามารถทำหน้าที่เป็นตัวค้ำยันตลาดและช่วยป้องกันความเสี่ยงบางส่วนได้
ส่วนฝั่งจีนยังมีแนวโน้มเห็นบริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มชิปและโรโบติกส์ เข้าสู่ตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น และมีโอกาสกลายเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดทุนจีน
เมื่อถามว่าตลาดควรกังวลภาวะฟองสบู่ AI หรือไม่ นายนเรศระบุว่า ควรใช้คำว่า “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” โดยต้องจับตา CAPEX ซึ่งอาจยังเป็นปัจจัยลบต่อตลาดตลอดทั้งปี แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นทั้งหมด เพราะยังมีโอกาสเติบโตในบางกลุ่ม เช่น กลุ่ม Memory
“ไทย” ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง แต่ต้องออกแบบนโยบายให้ได้ประโยชน์
สำหรับจุดยืนของไทยท่ามกลางการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีน นายนเรศมองว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง การจัดการข้อมูล และการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจาก AI มีความเชื่อมโยงกับข้อมูล หรือ Data
ดังนั้น การที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศต่างๆเลือกข้าง จึงสะท้อนความกังวลด้านข้อมูลและความมั่นคงของแต่ละฝ่าย
อย่างไรก็ตาม นายนเรศมองว่า ไทยไม่จำเป็นต้องเลือกเข้าข้างสหรัฐฯ หรือจีนเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรพิจารณาหลายมิติและออกแบบนโยบายให้ไทยสามารถได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านเทคโนโลยี
โดยเฉพาะการลงทุน Data Center ซึ่งนายนเรศสนับสนุนให้เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ควรมาพร้อมกับนโยบายที่ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยได้รับประโยชน์ด้วย
ผมอยากให้เกิดการส่งเสริมการลงทุน Data Center ในประเทศไทย เพียงแต่ว่าเราต้องคิดนโยบายอะไรบางอย่างครับที่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะต้องได้ประโยชน์ด้วย
นายนเรศเสนอว่า ไทยควรพิจารณาการแบ่งกำลังประมวลผลในราคาที่เหมาะสมให้คนไทยสามารถเข้าถึง AI ที่ผลิตในประเทศได้ โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนค่าโทเคนที่สูงเกินไป
พร้อมมองว่า สิ่งสำคัญคือการ ออกแบบระบบเศรษฐกิจและนโยบายเทคโนโลยีให้ไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB